จุดถ่ายรูป

บ้านป่าบงเปียง: นาขั้นบันไดในช่วงที่เขียวที่สุด

บ้านป่าบงเปียง: นาขั้นบันไดในช่วงที่เขียวที่สุด
Photo by Pitipat Usanakornkul on Pexels

หมู่บ้านปกาเกอะญอในหุบเขาอำเภอแม่แจ่ม ที่นาขั้นบันไดไล่ระดับขึ้นไปตามไหล่เขา กันยายนคือช่วงเขียว ตุลาคมค่อยเปลี่ยนเป็นทอง

นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียงไม่ใช่จุดชมวิวที่จอดแวะข้างทาง คุณเลี้ยวโค้งสุดท้าย หุบเขาเปิดลงไปข้างล่าง แล้วทั้งไหล่เขาก็ถูกไถเป็นขั้น ๆ ที่กักน้ำไว้เหมือนกระจกซ้อนกันหลายสิบชั้น ทั้งหมดทำด้วยมือ ยังทำนาอยู่จริง และยังใช้เหมืองฝายแรงโน้มถ่วงแบบเดิมที่หมู่บ้านใช้มาหลายชั่วอายุคน

เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ช่วงเวลา

ที่นี่คือหุบนาที่ทำจริง วิวจึงขึ้นกับรอบการปลูกข้าว ไม่ใช่พยากรณ์อากาศ

ชาวบ้านดำนาในช่วงฝน พอปลายสิงหาคมถึงกันยายน ต้นข้าวอ่อนจะคลุมทุกขั้นบันไดเป็นสีเขียวเรียบเต็มผืน พอเข้าตุลาคมข้าวเริ่มสุก ทุ่งจะเปลี่ยนเป็นสีทอง ซึ่งเป็นภาพที่ดังกว่าและคนเยอะกว่า หลังเกี่ยวเสร็จเหลือแต่ตอซังกับโคลน ไม่มีอะไรให้ถ่ายมากนัก

อยากได้สีเขียว กันยายนคือช่วงนั้น อยากได้สีทอง ให้วางแผนปลายตุลาคม จองโฮมสเตย์แต่เนิ่น ๆ และทำใจว่าจะมีเพื่อนร่วมทางเยอะ

ถ่ายรูปยังไง

แสงเข้าหุบช้าและออกเร็ว เพราะสันเขาสูงทั้งสองด้าน เช้าตรู่จึงดีกว่าเวลาอื่นแบบทิ้งห่าง หมอกจะนอนอยู่ตามร่องเขาใต้หมู่บ้านและสลายไปภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ขึ้น

ถ่ายจากถนนเหนือหมู่บ้านเพื่อให้ได้ภาพขั้นบันไดซ้อนกันแบบบีบระยะ แล้วค่อยเดินลงไปตามคันนาเพื่อหาฉากหน้า เช่น ชาวนาที่กำลังทำงาน กระท่อม หรือต้นไม้ต้นเดียวบนขอบนา เดินบนคันนาเท่านั้น เพราะคันนาคือทั้งเขตแดนที่ดินและระบบส่งน้ำ

ขออนุญาตก่อนถ่ายรูปคน บ้านป่าบงเปียงเป็นหมู่บ้านปกาเกอะญอ ไม่ใช่ฉากถ่ายรูป

ไปยังไง

หมู่บ้านอยู่ในอำเภอแม่แจ่ม อีกฟากของเทือกดอยอินทนนท์เมื่อมองจากตัวเมืองเชียงใหม่ เส้นทางปกติคือขับข้ามดอยอินทนนท์ลงไปแม่แจ่ม แล้วเลี้ยวเข้าถนนท้องถิ่นมุ่งหน้าหมู่บ้าน

ช่วงสุดท้ายชัน แคบ และเป็นทางดินบางช่วง หน้าฝนถือว่าโหดจริง รถกระบะหรือรถที่ใต้ท้องสูงคือทางเลือกที่สมเหตุสมผล ส่วนรถเก๋งหลังฝนตกหนักไม่ควรขึ้น มอเตอร์ไซค์ขึ้นได้ในหน้าแล้ง แต่ในเดือนกันยายนให้ขี่ต่อเมื่อคุณมั่นใจกับทางดินเปียกที่มีเหวอยู่ข้างเดียวเท่านั้น

ถ้าไม่มีรถส่วนตัว ทางที่ทำได้จริงคือจ้างคนขับจากเชียงใหม่แบบเหมาวันหรือค้างคืน หรือขึ้นรถสองแถวไปแม่แจ่มแล้วต่อรถท้องถิ่นเข้าไป

ค้างคืนที่นั่น

มีโฮมสเตย์หลายหลังเรียงอยู่บนสันเขาเหนือทุ่งนา ห้องพักเรียบง่าย มีที่นอน ผ้าห่ม ห้องน้ำรวม หลังคาสังกะสี และเหตุผลที่ควรจองไม่ใช่ความสบาย แต่คือการได้อยู่บนสันเขาตอนหกโมงเช้าตอนที่หมอกยังเต็มหุบ ขณะที่คนซึ่งขับขึ้นมาจากเชียงใหม่เช้านั้นยังเหลือทางอีกสองชั่วโมง

เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยแม้จะเป็นหน้าฝน เพราะหุบเขาเย็นเร็วหลังมืด พกเงินสด เพราะจ่ายบัตรไม่แน่นอน และพกไฟฉายไว้เดินระหว่างอาคารตอนกลางคืน

ก่อนขับขึ้นไป

เช็กสภาพถนนและเช็กว่าเกี่ยวข้าวไปหรือยัง โทรถามโฮมสเตย์สายเดียวได้คำตอบทั้งสองข้อ และช่วยให้ไม่ต้องขับไป-กลับห้าชั่วโมงเพื่อไปดูโคลน