ธง ท่าเรือ และค่าโดยสารแบบเข้าใจง่าย — ทางลัดที่เร็วที่สุดในกรุงเทพฯ คือเส้นทางที่เก่าแก่ที่สุด
เส้นทางที่เร็วที่สุดในการทะลุเมืองเก่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ถนน เรือด่วนเจ้าพระยาวิ่งตลอดแนวย่านริมน้ำด้วยความเร็วที่แท็กซี่สู้ไม่ได้ในสภาพรถติด ด้วยค่าโดยสารที่แทบไม่ต้องคิด และทำแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนจะมีรถไฟฟ้าเสียอีก
ดูที่ธง ไม่ใช่ที่ตารางเวลา
เรือแยกประเภทด้วยสีธงที่ท้ายเรือ และธงนั้นบอกว่าเรือลำนั้นจะแวะท่าไหนบ้าง
- ธงส้ม — เรือหลัก จอดท่าสำคัญเกือบทุกท่า วิ่งทั้งวัน ค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย ถ้าไม่มีเหตุผลอื่น ให้ขึ้นลำนี้
- ธงเขียวและธงเหลือง — เรือด่วนพิเศษ วิ่งเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน ข้ามหลายท่า และวิ่งไกลออกไปนอกเมือง
- เรือไม่มีธง (เรือธรรมดา) — จอดทุกท่า ช้าที่สุด ถูกที่สุด และไม่ได้วิ่งทั้งวัน
- ธงฟ้า — เรือนักท่องเที่ยว ค่าโดยสารสูงกว่า มีบรรยายภาษาอังกฤษ จอดเฉพาะท่าที่เป็นจุดท่องเที่ยว
ถ้าจะเดินทางระหว่างจุดท่องเที่ยวหลัก เรือธงส้มทำงานนี้ได้ในราคาเศษเสี้ยวของเรือธงฟ้า
ท่าเรือที่ได้ใช้จริง
ท่าสาทร (Central Pier) เชื่อมกับรถไฟฟ้าที่สถานีสะพานตากสิน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางส่วนใหญ่ ทวนน้ำขึ้นไปจากตรงนั้นคือ ท่าเตียนสำหรับวัดโพธิ์และเรือข้ามฟากไปวัดอรุณ ท่าช้างสำหรับพระบรมมหาราชวัง และท่าพระอาทิตย์สำหรับข้าวสาร
ท่าเรือมีเลขกำกับไล่ขึ้นเหนือจากท่าสาทร และเลขนั้นเขียนไว้บนท่า จำไว้ว่าคุณขึ้นจากท่าเลขอะไร ขากลับจะง่ายขึ้นมาก
ขึ้น-ลงเรือยังไง
เรือไม่จอดนาน มันแค่เทียบท่าแป๊บเดียว พนักงานตะโกนบอกปลายทาง แล้วคุณต้องก้าวขึ้นเร็ว ๆ เสียงนกหวีดจากพนักงานคือสัญญาณให้ลงหรือให้ขยับ ส่วนค่าโดยสารจ่ายกับพนักงานบนเรือหรือที่ช่องขายตั๋วบนท่า แล้วแต่ประเภทเรือ
ถ้ายืนให้จับราวไว้ คลื่นจากเรือลากจูงที่แล่นผ่านทำให้เรือโคลงแรงพอจะทำให้คนเสียหลัก โดยเฉพาะช่วงกลางลำ
เรือข้ามฟากเป็นคนละบริการ
เรือเล็กที่ข้ามตรงไปอีกฝั่ง เช่น ท่าเตียนไปวัดอรุณ เป็นคนละบริการ มีค่าโดยสารของตัวเองซึ่งถูกมาก จ่ายที่ประตูทางเข้า เรือวิ่งถี่ตลอดและใช้เวลาไม่กี่นาที
ข้อควรรู้
เรือหยุดวิ่งตอนหัวค่ำ ซึ่งเร็วกว่าที่หลายคนคิด และวันหยุดสุดสัปดาห์มีเรือน้อยกว่า เช็กรอบสุดท้ายก่อนถ้าจะพึ่งเรือกลับที่พัก
ถ้าเรือมีชั้นบนให้ขึ้นไปนั่งชั้นบน และช่วงบ่ายแก่ ๆ ให้นั่งฝั่งตะวันตกเพื่อเห็นวัดริมน้ำในแสงเย็น